ภาพก่อนทำและหลังผ่าตัด
ใครคือผู้ที่มีคุณสมบัติ?
ควรจะต้องอยู่ในประเทศไทยกี่วันเพื่อการผ่าตัดดึงหน้า?
การผ่าตัดดึงหน้าทำอย่างไร
จะต้องมีการใช้ยาสลบหรือไม่?
การดูแลรักษาหลังผ่าตัดต้องทำอย่างไร?
รอยแผลจะมีลักษณะอย่างไร?
มีความเสี่ยงและอาการแทรกซ้อนอะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้น?
ภาพก่อนการผ่าตัดดึงหน้าทั้้งหมด |
ภาพหลังการผ่าตัดดึงหน้าทั้งหมด |
|
|
ศัลยกรรมดึงหน้าทั้งหมด
|
-
การผ่าตัดดึงหน้า เหมาะสำหรับผู้มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปในผู้ที่มี่ปัญหาเรื่องริ้วรอย โดยขั้นตอนการผ่าตัด จะทำการกำจัดไขมันส่วนเกินและกระชับกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง การผ่าตัดดึงหน้าเป็นการช่วยฟื้นฟูผิวหนังบริเวณหน้าและลำคอ ซึ่งรวมไปถึงการดึงบริเวณช่วงแก้ม หน้าผาก และลำคอ
-
ควรจะต้องอยู่ในประเทศไทยกี่วันเพื่อการผ่าตัดดึงหน้า?
ผู้ป่วยควรอยู่ในประเทศไทยอย่างน้อย 10-14 วัน โดยวันแรกพักผ่อนในโรงแรมและไปพบแพทย์ในวันถัดไป การผ่าตัดดึงหน้าผากจะต้องนอนที่โรงพยาบาล 4 คืน และหลังจากผ่าตัด 7-10 วัน จะต้องกลับไปตรวจเช็คและตัดไหม
-
การผ่าตัดดึงหน้าทำอย่างไร
การผ่าตัดดึงหน้าผากด้วยการวางยาสลบและใช้เวลาในการผ่าตัดโดยประมาณ 3-4 ชั่วโมง การผ่าตัดจะเริ่มบริเวณเหนือไรผมตรงขมับ เรื่อยลงมาหน้าใบหูและไล่ลงมาหลังติ่งหูตามรอยกะโหลกส่วนล่าง ในการผ่าตัดดึงหน้าผิวหนังบริเวณหน้าและลำคอจะถูกกระชับเข้าด้วยกัน ซึ่งบริเวณแน่นอนของรอยผ่าตัดจะถูกกำหนดหลังจากการตรวจโครงหน้า ผู้ป่วยอาจจะเลือกทำการฉีดคางเพื่อช่วยเพิ่มผลการรักษาให้ดีขึ้น
-
จะต้องมีการใช้ยาสลบหรือไม่?
การผ่าตัดดึงหน้าผากใช้การวางยาสลบ
-
การดูแลรักษาหลังผ่าตัดต้องทำอย่างไร?
หลังจากการทำศัลยกรรมผู้ป่วยจะต้องทำการประคบเย็นเป็นเวลา 2 วันและหลีกเลี่ยงการนอนโดยใช้แก้มแนบกับเตียงหรือหมอนเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อป้องกันเส้นเลือดอุดตัน อาการชาจะคงมีอยู่ในช่วงระยะเวลา 3-6 เดือน ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังมากเป็นเวลาอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์หลังจากการทำศัลยกรรม ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีเวลาในการปรับตัวและเริ่มฟื้นฟูตัวเอง
-
รอยแผลเป็นจะถูกซ่อนอยู่ตามแนวไรผม หรือ รอยย่นที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าและใบหูซึ่งจะไม่สามารถมองเห็นโดยง่าย
-
มีความเสี่ยงและอาการแทรกซ้อนอะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้น?
ปัจจัยความเสี่ยง คือ อาการบวม ช้ำ เลือดออก ติดเชื้ออ รอยแผลเป็นและอาการชาซึ่งอาจรวมไปถึงความเปลียนแปลงต่อการสัมผัส การปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์จะสามารถช่วยลดปัจจัยความเสี่ยงและโรคแทรกซ้อน